ประวัติความเป็นมา

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก่อตั้งมาแล้ว 40 ปี ขณะที่บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ ก็เปิดการเรียนการสอนมากกว่า 24 ปี ถือเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่สั่งสมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจมายาวนานสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวเนื่องกับ การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจยุคใหม่ของประเทศไทย
เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกันในการปฏิบัติงานวางแผนในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงมีหน้าที่รับใช้ประเทศชาติโดยการนำความรู้ที่มีอยู่นำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเนื่องจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีความโดดเด่นด้านการศึกษาทางธุรกิจ รวมทั้งมีคณะนิติศาสตร์ จึงมีแนวคิดที่จะนำเอาความรู้ที่จำเป็นของทั้งสองศาสตร์นี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมายมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” (ABAC Business Legal Advisory Center)
“เพราะหลายคนรู้เรื่องธุรกิจแต่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย การเปิดศูนย์ฯแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยให้อาจารย์ที่มีความชำนาญทางกฎหมายช่วยคนเหล่านี้ถือเป็นการบริหารจัดการองค์ความรู้ของทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นการนำความรู้ที่มีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ภราดา ดร.บัญชา สรุป

ดร. บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

“ยุคนี้เป็นยุคทองของนักกฎหมายการบังคับใช้กฎหมาย” เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมายมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

หากนำคำกล่าวนี้มาเทียบดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเห็นภาพได้ชัดเจนว่าสังคมธุรกิจในประเทศที่พัฒนาแล้ว การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจมีมานานแล้ว เพื่อความเป็นธรรมระหว่าง คู่ค้า คู่สัญญาที่ร่วมกันทำธุรกรรมใดๆ
เนื่องจากกฎหมายเป็นตัวกลางที่สามารถบ่งชี้ถึงข้อจำกัด ระหว่างการทำได้และทำไม่ได้ การทำกิจกรรมต่างๆรวมถึงมีบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้กระทำการขัดขืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปลดความกังวลในการติดต่อทำธุรกรรมระหว่างกัน รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่สามารถเลือกใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมกระบวนการทำธุรกิจของภาคเอกชนให้อยู่ในกรอบจริยธรรมอันดีต่อสังคมโดยรวมอีกทางหนึ่ง ดังนั้นศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมายจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้บริการสังคม เพื่อผู้ประกอบการทั้งหลายได้มีทีมที่ปรึกษาที่มีความรู้และประสบการณ์คอยช่วยเหลือให้สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร. กฤษณะ กิจเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ดร. กฤษณะ  กิจเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากขึ้นตั้งแต่เกิด แต่นักธุรกิจบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังขาดความรู้ ความเข้าใจทางด้านกฎหมายธุรกิจ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปรับกระบวนการธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะผันผวน ดังนั้นในทางด้านธุรกิจในยุคปัจจุบันและอนาคต ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆอันเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจนั้นๆ ดังนั้นศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมายของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงได้เป็นศูนย์ฯที่สำคัญในการให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก
โดยงานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ที่ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมุ่งมั่นพัฒนา รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลในการให้บริการต่อสังคมในอนาคต ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำแนะนำต่อนักธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายว่ามีกฎหมายที่นักธุรกิจควรรับรู้อยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องที่เกี่ยวกับการจ้างงาน การเลิกจ้าง การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เพราะปัจจุบันมีคดีขึ้นศาลแรงงานมากขึ้น เรื่องที่สองคือ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ที่นักธุรกิจต้องเกี่ยวข้องอยู่แล้ว และกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำสัญญานิติกรรม ต่างๆ ตัวอย่างเช่น การส่งอีเมลคุยกันตกลงว่าจ้างกันถือเป็นสัญญา เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรรับรู้
อย่างไรก็ตาม คำปรึกษาที่ได้ไปเป็นเสมือนคำแนะนำที่ต้องนำไปปฏิบัติต่อ จึงไม่ใช่เป็นศูนย์ครบวงจรที่สามารถจัดการทุกอย่าง แต่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับที่ปรึกษา ทางกฎหมายหรือเป็นการทบทวนความคิดเห็น สำหรับนักธุรกิจในปัญหาที่เผชิญอยู่
 
 
 
นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีแผนงานจัดฝึกอบรมให้กับนักธุรกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายธุรกิจ โดยอาจจัดเป็นหลักสูตรสั้นๆ ให้ความรู้กับผู้ที่สนใจสำหรับผู้ที่ต้องการ ใช้บริการสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ได้ที่ เอแบคซิตตี้ แคมปัส ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 14 หรือ โทรไปที่ 02 100 9115-8 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-17.00 น. โดยทางศูนย์ฯจะนัดวันเชิญผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในแต่ละด้านมาให้คำปรึกษากับผู้เข้ามาใช้บริการ
 
 
 
แหล่งที่มา : วารสาร MBA (Vol. 11 No. 124 July 2009) หน้า 124-125